Tuesday, 18 December 2012

แก็ส vs น้ำมัน


รูปจากอินเตอร์เนท

ในสภาวะข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ คงมีหลายคนที่มีรถ คงอยากประหยัดค่าน้ำมันที่มีแต่ แพงเอาๆ ขึ้นทุกวัน การติดแก็สให้กับรถยนต์ ก็คงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่คนมีรถทุกคนที่ต้องการประหยัดค่าน้ำมัน ต้องศึกษาดู ผมมีข้อมูลเบื้องต้นสำหรับคนที่ยังสงสัยว่าการติดแก็ส จะประหยัดกว่าน้ำมันจริงมั๊ย ครับ
____________________________________________________________________________

ข้อดีของการติด แก็ส NGV

  1. แก็ส NGV นั้น รัฐบาลสนับสนุนครับ 
  2. มีราคาที่ถูกกว่า แก็ส LPG เพราะได้จากอ่าวไทย
  3. แก็ส เบากว่าอากาศ ถ้าเกิดรั่วขึ้นมา จะลอยขึ้นอากาศ อันตรายน้อยกว่า แก็ส LPG

ข้อเสียของการติด แก็ส NGV

  1. มีปั๊มแก็ส NGV ในต่างจังหวัดน้อย (มีเยอะเฉพาะในกรุงเทพและหัวเมืองใหญ่) ซึ่งปั๊ม LPG มีเยอะกว่าในต่างจังหวัด
  2. แรงดันแก็ส NGV สูงทำให้ถังบรรจุแก็สได้น้อย เมื่อเทียบกับ LPG ที่บรรจุแก็สได้มากกว่า
  3. ทำให้ระบบเกี่ยวกับเครื่องยนต์สึกหรอเร็วกว่าปกติ เมื่อเทียบกับ LPG
  4. ไม่มีถังแก็ส รูป โดนัท
  5. ค่าติดตั้งอุปกรณ์ชุดควบคุมแก็สรถยนต์ ราคาแพงกว่า ติดแก็ส LPG
  6. ความจุแก็สต่อ 1 ถัง จุได้ไม่มาก ทำให้แก็สหมดเร็วต้องเติมบ่อย
  7. อาจต้องต่อคิวเติมแก็ส เพราะปั๊มแก็สยังไม่เยอะ และอาจไม่ได้เติมเพราะแก็สหมดก็ได้

____________________________________________________________________________

ข้อดีของการติด แก็ส LPG

  1. แรงดันแก็สน้อยกว่า NGV ทำให้สามารถจุแก็สได้มากกว่าในขนาดพื้นที่เก็บเท่ากัน
  2. เพราะแรงดันน้อยกว่า ทำให้ มีผลทำให้เกิดการสึกหรอกับระบบเครื่องยนต์ น้อยกว่า NGV
  3. ในต่างจังหวัดมีปั๊มแก็ส LPG เยอะ
  4. ใช้ถังแก็สรูปโดนัทได้
  5. ใช้ถังแก็สหุงต้มตามบ้านเรือนแทนได้


ข้อเสียของการติด แก็ส LPG

  1. รัฐบาลไม่สนับสนุน
  2. ราคาแก็สสูงกว่า NGV
  3. แก็ส LPG หนักกว่าอากาศทำให้เวลารั่วออกมา แก็สจะกองที่พื้น ถ้าเกิดประกายไฟจะทำให้เกิดอันตรายได้ง่าย
____________________________________________________________________________

ข้อดีของน้ำมัน
  1. รถออกแบบมาสำหรับใช้น้ำมันทำให้อายุการใช้งานของระบบเครื่องยนต์เป็นไปตามอายุขัย (ยาวนานกว่าเครื่องยนต์ที่ติดแก็ส)
ข้อเสียของน้ำมัน
  1. ราคาแพงกว่าแก็สทั้ง 2 ชนิด
____________________________________________________________________________

Thursday, 13 December 2012

รู้ลึกเบรครถยนต์



รูปจากอินเตอร์เนท


รู้ลึก เบรครถยนต์
ทุกคนรู้อยู่แล้วว่า เบรครถยนต์ ทำหน้าที่ในการชลอและหยุดรถยนต์ และเบรครถยนต์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันบันนั้นนิยมใช้กันอยู่ 2 ชนิด ด้วยกันคือ ดรัมเบรค กับ ดิสเบรค โดยระบบดิสเบรคนั้นเป็นที่นิยมใช้มากว่า หลายสิบปีแล้ว ก่อนที่จะถูกระบบดิสเบรคเข้ามาแทนที่ เพราะว่ามีประสิทธิภาพทีู่สูงกว่านั่นเอง

ดรัมเบรค
ระบบดรัมเบรคนั้นเป็นที่นิยมใช้มากว่า หลายสิบปีแล้ว มีลักษณะเป็นดุมหรือ เป็นฝาครอบทรงกลมมีผ้าเบรกโค้งแบนเป็นรูปเกือบครึ่งวงกลม ติดตั้งภายใน ตัวดรัม ถ้ามองจากภายนอกทะลุกระทะล้อเข้าไปจะเห็นฝาครอบโลหะทรงทึบ โดยไม่เห็นหน้าสัมผัสและชุดเบรกที่ถูกครอบไว้ เมื่อมีการเบรก จะมีการแบ่งผ้าเบรก ออกไปดันกับด้านในของตัวดรัม
สามารถเปรียบเทียบง่าย ๆ คือ คนเป็นกระบอกเบรก ยืดแขนออกไปแล้วมีผ้าเบรกติดอยู่ที่ฝ่ามือ มีฝาครอบหมุนอยู่ เมื่อมีการเบรกก็ยืดแขน ดันฝ่ามือออกไปให้ฝาครอบหมุนช้าลง

ดิสเบรค
เกิดมาหลังจากระบบดรัมเบรค หลายสิบปีเลยทีเดียว เพราะมีประสิทธิภาพที่สูงกว่า มีลักษณะเป็นจานแบนกลม มีผ้าเบรกแผ่นแบนติดตั้งอยู่รวมกับชุดก้านเบรก (คาลิเปอร์) แล้วเสียบคร่อมประกบจานเบรกซ้าย-ขวา ถ้ามองจากภายนอกทะลุ กระทะล้อเข้าไป จะเห็นป็นจานโลหะเงาเพราะถูกผ้าเบรกถูทุกครั้งที่เบรก และมีชุดก้านเบรกคร่อมอยู่ ด้านใดด้านหนึ่ง เมื่อเบรกจะมีการบีบผ้าเบรกเข้าหากัน ดันเข้ากับตัวดิสก์ ต่างจากแบบดรัมที่เเบ่งตัวผ้าเบรกออก
สามารถเปรียบเทียบง่าย ๆ คือ คนเป็นกระบอกเบรก มีผ้าเบรกอยู่ที่ฝ่ามือ ทำแขนเหมือนกำลังยกมือไหว้แต่ไม่ชิดสนิทกันมีแผ่นกลม หมุนแทรกอยู่ระหว่างมือเมื่อมีการเบรกก็ประกบฝ่ามือเข้าหากัน

ผ้าเบรค

เป็นอุปกรณ์ใช้สำหรับสร้างแรงเสียดทานกดเข้ากับดิสก์หรือดรัมเบรก(พยายามบังคับให้ล้อหยุด) ทำให้เกิดความร้อนที่ตัวดิสก์หรือดรัม โดยพื้นฐานแล้วระบบเบรคที่ดีจะต้อง
เนื้อวัสดุของตัวดิสก์หรือดรัมเบรกต้องแข็งเพื่อไม่ให้สึกหรอมาก(เวลาเกิดการเบรค) แต่ต้องมีผิวที่ไม่ลื่น ส่วนผ้าเบรกต้องมีเนื้อนิ่มกว่าตัวดิสก์หรือดรัม เพื่อให้มีแรงเสียดทานสูงหรือสึกหรอมากกว่า เพราะเปลี่ยนได้ง่าย โดยมีการผลิตขึ้นจากวัสดุผสมหลายอย่าง และอาจผสมกับโลหะเนื้อนิ่ม เพื่อให้เบรกในช่วงความเร็วสูงได้ดี ในอดีตใช้แร่ใยหิน แอสเบสตอสเป็นวัสดุหลัก ของผ้าเบรก เมื่อผ้าเบรกสึกจะเป็นผงสีขาวไม่เกาะกระทะล้อแต่สร้างมลพิษในอากาศ ทำลายระบบหายใจของสิ่งมีชีวิต ปัจจุบันจึงหันมาใช้แกรไฟต์คาร์บอนแทน เมื่อผ้าเบรกสึกจะมีผงสีดำออกมาเกาะเป็นคราบ ดูสกปรก แต่ไม่อันตราย

ผ้าเบรกมีหลายระดับ ประสิทธิภาพและความแข็ง ด้วยหลักการง่าย ๆ คือ ยิ่งนิ่มยิ่งสร้างแรงเสียดทานได้ง่าย แต่ไม่ทนความร้อนอาจลื่น หรือไหม้ในการเบรกบ่อย ๆ หรือเบรกในช่วงความเร็วสูง และยิ่งแข็งยิ่งทนร้อน เบรกดีในช่วงความเร็วสูง แต่ต้องการการอุ่นให้ร้อนก่อน หรือเบรกช่วงความเร็วต่ำไม่ค่อยอยู่ จึงต้องเลือกให้เหมาะสมกับลักษณะการขับและสมรรถนะของรถยนต์ผ้าเบรกเป็นอุปกรณ์หนึ่ง ถ้าเดิมใช้งานแล้วไม่พึงพอใจก็สามารถเลือกให้แตกต่างจาก ผ้าเบรกมาตรฐานเดิมได้ เพราะผู้ผลิตรถยนต์ไม่จำเป็นต้องผลิตทุกชิ้นส่วนขึ้นเอง สามารถหาผู้ผลิตชิ้นส่วนเฉพาะรายย่อย (SUPPLYER) ผลิตชิ้นส่วนส่งให้ในราคาถูกได้ เพราะมีปริมาณการผลิตสูง เมื่อมีการผลิตส่งให้ผู้ผลิตรถยนต์ ก็อาจจะผลิตอะไหล่ ที่มีคุณภาพใกล้เคียงกัน หรือเหนือกว่า ตีตราบรรจุกล่องเป็นสินค้าอิสระของตนเอง เพื่อจำหน่ายกับผู้ใช้ทั่วไปด้วย

ข้อควรระวังในการใช้งานระบบเบรค
ไม่ควรเบรคบ่อยๆ เพราะจะเกิดความร้อนสะสมที่ผ้าเบรค และอาจทำให้ผ้าเบรคใหม้ได้ ถ้ารู้สึกตัวว่าเบรคบ่อยไปแล้วให้หยุดรถก่อน รอให้ความร้อนจากผ้าเบรคคลายลงแล้วค่อยไปต่อจะดีกว่า
สำหรับคนที่ขับรถลงเขา อาจเข้าเกียร์ว่างแล้วปล่อยรถไหลไป แล้วคอยเบรคเพื่อจำกัดความเร็ว อันนี้เป็นสิ่งที่ผิดนะครับ เพราะการลงเขาระยะทางไกลมากๆ เราจะใช้เบรคมาก อาจทำให้เบรคใหม้ได้ วิธีแก้ที่ดีก็คือ ให้เข้าเกียร์ต่ำไว้ ให้เครื่องยนต์เป็นเป็นตัวฉุดความเร็วไม่ให้สูงเกินไป ก็จะปลอดภัยยิ่งขึ้น

Tuesday, 11 December 2012

เรื่องของยางรถยนต์


รูปจากอินเตอร์เนท

ควรเปลี่ยนยางเมื่อไหร่ดี
การใช้ยางอย่างปกติ (ไม่บุกป่า ฝ่าดง วิ่งถนนลูกรัง บรรทุกเกิน ตกหลุมตกบ่อ ฯลฯ) บริษัท ผู้ผลิตยางบอกเราว่า โดยปกติ ถ้าหากยางรถยนต์ได้รับการดูแลรักษาและใช้งานอย่างถูกต้อง เราสามารถใช้งานได้จนกระทั่งดอกยางสึกหรอเหลือต่ำสุด 1.6 มิลลิเมตร สามารถสังเกตง่ายๆได้จาก จุดสามเหลี่ยมเล็กๆ 6 จุดบนไหล่ยางแต่ละด้านเมื่อเจอสัญลักษณ์นี้แล้ว ให้มองตรงขึ้นไป ที่หน้ายาง และมองลึกลงไปที่ร่องดอกยาง ก็จะพบสันนูนที่ร่องยาง ซึ่งเรียกว่า สะพานยางและเมื่อไหร่ที่ดอกยางสึก ไปถึงสะพานยาง นั่นแสดงว่ายางหมดอายุการใช้งาน ก็ควรเปลี่ยนยางเส้นใหม่ได้ทันที แต่ถึงแม้ยางไม่หมดอายุแต่เกิดการบวมล่อนขึ้น บริเวณส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่น ที่หน้ายาง หรือ ไหล่ยาง ก็ควรเปลี่ยนใหม่ทันทีเช่นกัน เพราะหากยังใช้ต่อไป ยางอาจแตกระเบิดได้ หรือถ้าเกิดบาดแผลขึ้น โดยแผลนั้นมีความลึกไปถึงโครงสร้างยางภายใน และมีความกว้างของบาดแผลมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แผลบริเวณแก้มยาง ห้ามทำการปะซ่อมและนำมาใช้งานเด็ดขาด ควรเปลี่ยนยางใหม่โดยด่วนทันที

สำหรับท่านที่ต้องการจะทราบถึงอายุการใช้งาน เป็นระยะทางที่วิ่งได้เป็นเลขกิโลเมตรนั้น คงจะไม่สามารถบอกได้อย่างแน่ชัด ว่าสมควรเปลี่ยนยางเส้นใหม่หรือยัง เนื่องจากมีปัจจัยหลายประการ ที่ทำให้เกิดการสึกหรอของดอกยางของผู้ใช้แต่ละคน ที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็น การบรรทุกน้ำหนัก ความดันลมยาง ความเร็วในการขับขี่ สภาพผิวถนน อุณหภูมิสภาพอากาศ ระบบช่วงล่างรถยนต์และศูนย์ล้อ รวมไปถึงการหยุดรถและการออกรถ เป็นต้น ทางที่ดีควรหมั่นตรวจสอบสภาพยางรถยนต์ อย่างสม่ำเสมอ จะเป็นการดีกว่า ทั้งนี้ ก็เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและคนที่คุณรัก

ดอกยางกับร่องยาง
ยางรถยนต์โดยปกติแล้ว จะมี ทั้งดอกยางกับร่องยาง แต่ว่าอาจจะยกเว้นสำหรับรถแข่ง บนพื้นที่เรียบที่ไม่ต้องการร่องยาง จึงมีเฉพาะหน้ายางที่แบนเรียบเพื่อช่วยในการยึดถนนอย่างเดียว

หน้าที่ของดอกยางคือจะทำหน้าที่ในการยึดถนนให้รถเกาะติดถนน ส่วนหน้าที่ของร่องยางคือจะทำหน้าที่ในการรีดน้ำของไปจากหน้ายางทำให้ดอกยางมีพื้นที่ในการเกาะถนนมากขึ้น

สรุปคร่าวๆ ว่า ดอกยางจะช่วยในการยึดถนน และร่องยางจะใช้ในการรีดน้ำออกจากหน้ายางเพื่อให้ดอกยางสัมผัสกับผิวถนนได้มากขึ้น บางคนอาจสงสัยว่าถ้ารถไม่มีร่องยางหรือยางสึกจนร่องจะไม่มีแล้วจะเป็นยังงัย รถถ้าไม่มีร่องยางเวลาขับไปบนถนนที่เปียกน้ำ ในช่วงฝนตก หรือถนนที่ลื่นมาก จะทำให้รถเหินน้ำได้ เพราะน้ำจะกลายเป็นเหมือนกับฟิล์มกั้นระหว่างยางรถยนต์กับ พื้นถนน ทำให้รถไม่สามารถเกาะติดถนนได้ ทำให้ลื่นไถลได้ง่าย ดังนั้นในการขับขี่รถปัจจุบัน ยางรถยนต์จึงจำเป็นต้องมีทั้งดอกยากและร่องยาง คู่กันเสมอ

ที่มา : http://www.bridgestone.co.th/

Friday, 7 December 2012

ตั้งศูนย์ - ถ่วงล้อ


รูปจากอินเตอร์เนท

ตั้งศูนย์ - ถ่วงล้อ
ผมเคยพบเห็นอู่ซ่อมรถข้างทางบ่อยๆ ที่เขียนว่า ตั้งศูนย์ ถ่วงล้อ เลยคิดว่ามันเป็นตัวเดียว แต่หลังจากวันนั้น จำได้แม่นเลย วันที่รถยางแตก ต้องไปปะยาง หลังจากปะเสร็จ ก็เลยขับไปปกติ แต่รถมันเกิดอาการสั่นเมื่อขับที่ความเร็วสูงๆ ก็เลยโทรไปสอบถามพี่คนที่รู้จักที่เขาพอซ่อมรถเป็น บอกอาการเขาไป เขาก็เลยบอกว่า อ้อ ต้องไปถ่วงล้อ เราก็อ้อ ต้องเข้าอู่ที่มันเขียนว่า ตั้งศูนย์ถ่วงล้อ ว่าแล้ว ก็หาอู่แล้วขับเข้า ไป เลยบอกเด็กที่อู่ว่า ตั้งศูนย์ ถ่วงล้อให้หน่อย เด็กในอู่ก็ช่างเป็นคนฉลาดจริงๆ มันก็เข้าใจและเน้นย้ำบอกเราอีกที ว่า ตั้งศูนย์ ถ่วงล้อ นะ พี่ เรา ก็บอก เออ แต่ก็รู้สึกตะหงิดๆ ใจ นิดหน่อย ทำไมมันต้องย้ำด้วยฟะ เลยหลังจากตั้งศูนย์ถ่วงล้อเสร็จ ขับกลับบ้าน เปิดเน็ท เช็คดูเกี่ยวกับการตั้งศูนย์ถ่วงล้อ ไอ้ย่ะ มันฟันตูแล้วนี่หว่า มันคนละเรื่องกันนี่ ค่าตั้งศูนย์ มันแพงกว่าค่า ถ่วงล้ออีก ก็เลยคิดว่า ตูไม่น่าโดนเลย
นี่เป็นประสบณ์การตรงนะครับสำหรับคนที่ยังไม่เข้าใจว่าตั้งศูนย์ - ถ่วงล้อ คืออะไร (ต้องศึกษาหลังจากโดนฟันมาแล้ว)

ตั้งศูนย์
การตั้งศูนย์ล้อ คือการทำให้ส่วนประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบบังคับเลี้ยว ระบบช่วงล่างล้อ และยาง ทำงานสัมพันธ์กันอย่างถูกต้อง ซึ่งจะทำให้รถวิ่งได้ตรง ไม่ดึงไปทางซ้ายหรือขวา ระบบช่วงล่าง และระบบบังคับเลี้ยวของรถนั้น มีชิ้นส่วนต่างๆ มากมาย ที่มีการเคลื่อนไหวขณะรถวิ่ง และย่อมจะมีการสึกหรอเกิดขึ้น ซึ่งมีผลทำให้ศูนย์ล้อผิดเพี้ยนไปจากสเป็คที่ถูกต้อง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการปรับตั้งศูนย์ล้อเพื่อให้ได้ค่าตามที่กำหนดไว้ในสเป็คของรถ นอกจากนั้น ศูนย์ล้อยังขึ้นอยู่กับความสูงของตัวรถกับพื้นถนน และการกระจายน้ำหนักลงบนล้อรถด้วย กล่าวคือ เมื่อรถถูกใช้งานนานขึ้น คอยส์สปริง บุช ลูกยางต่างๆก็เริ่มหมดอายุ ความสูง และการกระจายน้ำหนักของรถก็ผิดไปจากมาตราฐานเดิม อันจะส่งผลให้ศูนย์ล้อผิดพลาดไปจากสเป็ค เมื่อใดก็ตามที่ศูนย์ล้อไม่ถูกต้องตามสเป็ค ล้อรถกับตัวถัง หรือล้อข้างซ้ายกับล้อข้างขวาก็จะไม่เคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน อันจะเป็นผลให้รถวิ่งไม่ตรง หรือเกิดอาการแฉลบ หรือพวงมาลัยดึงไปข้างใดข้างหนึ่ง ทำให้ยางสึกผิดปกติ

ถ่วงล้อ

ถ่วงล้อเพราะอะไรอ่ะ เพราะว่าอาการของเพื่อให้ล้อได้สมดุลย์ เวลามันหมุน มันจะได้ เหวี่ยงได้ตรงๆ (ไม่กินซ้าย กินขวางัย) แต่มันอาจเกิดปัญหาเมื่อใช้รถไป แล้วไปตกหลุม ตกบ่อ เบียดฟุตบาต ยางแตก ปะยาง เปลี่ยนยาง ฯลฯ สุดแล้วแต่ที่เกี่ยวกับล้อและยาง ก็อาจทำให้ล้อมันเสียสมดุลได้ จึงต้องทำการ ถ่วงล้อ เพื่อให้ล้อมีสมดุลย์เหมือนเดิม ทำให้การขับขี่นิ่งเหมือนเดิม (ไม่เกิดอาการพวงมาลัยสั่น ไม่กินยางมากขึ้นด้วย)

ถ้ารถคุณมีอาการที่พวงมาลัยเกิดการสั่นเมื่อขับที่ความเร็วสูงขึ้น เป็นอาการที่บอกว่า ควรจะเข้า ศูนย์ ถ่วงล้อ. พอไปที่ศูนย์ เขาจะเอาล้อข้างที่ต้องการถ่วงไปเครื่องหมุนๆๆๆ และเอาค้อนมาทุบๆๆๆ เพื่อติดตะกั่วถ่วงล้อ ก็จะเสร็จสิ้นขั้นตอนการถ่วงล้อ

ถ่วงล้อเมื่อไหร่
เมื่อรู้สึกถึงความผิดปกติกับพวงมาลัย โดยมากจะต้องถ่วงตามหัวข้อด้านล่าง

1. สลับยาง
2. เปลี่ยนยาง
3. เปลี่ยนล้อแมกซ์
4. เมื่อเริ่มแกว่ง



k-man

Thursday, 6 December 2012

ไดชาร์จ - ไดสตาร์ท


รูปจากอินเตอร์เนท

ไดชาร์จ - Dynamo or Alternator

ไดชาร์จ เป็นแหล่งจ่ายไฟฟ้าของรถคันนั้น ยามที่สตาร์ทเครื่องยนต์แล้ว และ หากไม่มีการใช้ไฟฟ้า (ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้เท่าไหร่)หรือ ใช้ไม่เท่ากับที่ชาร์จได้ ก็จะนำส่วนที่เหลือ ไปชาร์จแบตในรถครับ หากแบตเต็ม ก็จะหยุดชาร์จเอง เพราะว่า แม่เหล็กในไดชาร์จนั้น เป็นแม่เหล็กเหนี่ยวนำ เลิกจ่ายไฟให้ไดชาร์จ มันก็ชาร์จไฟไม่ได้ครับ หมุนฟรีไปเปล่า ถ้ามันเสีย มันจะไม่มีการชาร์จไฟฟ้าเข้าแบต ท่านจะไม่เหลือไฟในแบตครับ เอาโวลต์มิเตอร์จับที่แบตได้ทันที ในกรณีที่ แบตท่าน ยังไม่ม่องเท่งเสียก่อนนะครับ


ไดสตาร์ท - Starter Motor

ไดสตาร์ท เอาไว้เป็นมอเตอร์กำลัง ในการปั่นเครื่องยนต์ในการสตาร์ทเครื่องรถ อยู่ข้างๆ เสื้อสูบซะเป็นส่วนใหญ่ ถ้ามันเสีย ถึงแม้นว่า รถท่านจะมีแบต มีไฟเพียงพอ เครื่องยนต์เป็นปกติ  รถท่านก็จะสตาร์ทไม่ได้ เพราะว่าเจ้าไดสตาร์ทนี่ มันไม่หมุนครับ แต่ ... รถท่านจะยังเข็นสตาร์ทได้ (เข็นกระตุก) หากเป็นเกียร์ธรรมดาครับ ดังนั้น นี่เป็นข้อดีของรถเกียร์ธรรมดา (ออโต้ ทำไม่ได้อ่ะ)

อาการไดชาร์จเสีย

1.มีไฟรูปแบตโชว์
2.ไฟหมดหม้อแบต หรือ ไฟอ่อน จนstart รถไม่ได้ ทั้งๆที่ใช้รถทุกวัน
3.ถ้าจับด้วยเครื่องมือวัด จะรู้ได้ทันทีว่า ไดชาร์ทไม่ทำงาน

ไดชาร์ทอยู่ตรงแถวๆสายพานรถครับ สังเกตมันจะมีขดลวดอยู่หน้าที่ปั่นไฟใช้ภายในรถยนต์ แล้วเหลือเก็บไว้ในหม้อแบต


อาการไดสตาร์ทเสีย
1.รถสตาร์ทติดยาก ทั้งๆที่แบตไฟเต็ม
2.เวลาสตาร์ท จะมีเสียง แต๊ดๆๆๆ เครื่องยนต์ไม่มีแรงหมุน

มอเตอร์สตาร์ท จะดูยากหน่อยถ้าดูไม่เป็น เป็นทรงกระบอกครับ หน้าที่หมุนเครื่องยนต์ ให้เครื่องยนต์ติด แล้วก้อหมดหน้าที่ หลังจากนั้นไดชาร์ทจะทำงานต่อ

k - man


เรื่องน่ารู้แบตเตอรี่รถยนต์


รูปจาก อินเตอร์เนท

เรื่องน่ารู้แบตเตอรี่รถยนต์
รถยนต์ทุกคันต้องมีแบตเตอรี่รถยนต์ เพื่อใช้ในระบบไฟฟ้าของรถยนต์ ใช้ในระบบส่องสว่าง และใช้ในการจุดระเบิดเครื่องยนต์ ให้เครื่องยนต์เริ่มต้นทำงานได้

ชนิดของแบตเตอรี่รถยนต์
แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ แบตเตอรี่ชนิดน้ำ และ ชนิดแห้ง

  1. แบตเตอรี่ชนิดน้ำ เป็นแบตเตอรี่ที่ต้องเติมน้ำกลั่นไม่ให้ต่ำกว่า ระดับ ขั้นต่ำที่ระบุไว้ในแบตเตอรี่ ซึ่งถ้าต่ำกว่า จะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วกว่าอายุไขของมัน ข้อดีของแบตเตอรี่ชนิดนี้คือ มีราคาไม่แพงมากนัก (ถูกกว่าแบตเตอรี่ชนิดแห้ง ที่ สเปคเท่ากัน) และมีอายุการใช้งานที่นาน แต่แบตชนิดนี้สามารถรั่วและแตกได้ และต้องระวังไม่ให้น้ำกลั่นในแบตเตอรี่ต่ำกว่าระดับที่ผู้ผลิตกำหนดด้วย การเติมน้ำกลั่นทำได้ง่ายๆ โดย การเปิดหมุนฝาแบตเตอรี่ออก แล้วหมั่นเติมน้ำกลั่น ไม่ให้ขาด (ถ้ามองไม่เห็นระดับขั้นต่ำ ให้ทำการเติมให้เต็มเลยก็ได้ ซึ่งจะดีกว่ามองไม่เห็นระดับน้ำแล้วปล่อยให้น้ำกลั่นแห้งไป)
  2. แบตเตอรี่ชนิดแห้ง เป็นแบตเตอรี่ที่ไม่ต้องเติมน้ำกลั่น เป็นแบตที่อาศัยแผ่นใยสังเคราะห์ หรือที่เรียกกันว่า Glass Mat (AGM) และเจลเซล ซึ่งคอยดูดซับและทำปฎิกริยากับกรดซัลฟิวริก จึงเกิดพลังงานไฟฟ้า แบตเตอรี่ประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องดูแลรักษาและมักจะใช้ในผลิตภัณฑ์ที่การรั่วซึมหรือการรั่วไหลของน้ำกรดมัก จะทำให้เกิดความเสียหายได้

แบตเตอรี่อ่อน หรือ เสื่่อมสภาพ
ซึ่งในขั้นตอนการจุดระเบิดรถยนต์จะใช้กระแสไฟฟ้าปริมาณมาก ดังนั้นถ้าแบ็ตเตอรี่ของรถยนต์คันไหน อ่อนไฟฟ้าลง จะมีผลให้รถเกิดการสตาร์ทไม่ติดได้ (แล้วถ้าสตาร์ทไม่ติดแล้วทำงัยอ่ะ)

เข็นกระตุก
ถ้ารถเกิดสตาร์ทไม่ติดขึ้นมาสำหรับรถ เก๋งหรือ กระบะ ที่ใช้เกียร์แมนนวล ให้ใช้เทคนิคการเข็นกระตุก เพื่อให้เครื่องยนต์สตาร์ทตัวเองโดยไม่ต้องใช้ ไฟฟ้า จาก แบตเตอรี่ ด้วยการเข้าเกียร์ 2 เหยีบคลัทเอาไว้ และแตะคันเร่งเล็กน้อย แล้วทำการเข็นรถยนต์  จนได้ความเร็วพอประมาณจึง ปล่อยคลัทและบิดกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์ ถ้าเข็นไปสุดแล้วไม่ติดให้ใส่เกียร์ถอยหลังแล้วเข็นก็ได้ครับ ถ้าทำอย่างถูกต้อง (ความเร็วได้ จังหวะได้)  เครื่องยนต์จะสตาร์ทติดได้ แต่หลังจากสตาร์ทติดแล้ว ควรทำการขับไปที่ร้านแบตเตอรี่เพื่อเปลี่ยนแบต ก่อน นะครับ และก็ระวังเครื่องดับด้วยนะครับ ถ้าเครื่องดับต้องมาลุ้นกันอีกทีว่าไฟฟ้าในแบตเตอรี่มีพอสำหรับไดสตาร์ท หมุนเครื่องยนต์อีกครั้งหรือไม่

สำหรับรถยนต์ เกียร์อัตโนมัติ นั้นใช้การเข็นกระตุ๊กไม่ได้ ให้ทำการติดต่อร้านที่ขายแบตเตอรี่เพื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่ (หลายๆ ร้านเขามีบริการ เปลี่ยนแบตเตอรี่นอกสถานที่ด้วย)

kman

Friday, 7 September 2012

เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับการใช้รถ


รูปจากอินเตอร์เนท

มีเรื่องต่างๆ มากมายที่คนไทยเราเข้าใจผิดเกี่ยวกับการใช้รถ ลองดูกันครับว่ามีเรื่องอะไรบ้าง

9 เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับการใช้รถมากที่สุด

     1. ยกก้านไม้ปัดน้ำฝนเพราะเชื่อว่ายืดอายุยางปัดน้ำฝน ... การยกก้านไม้ปัดน้ำฝนทำให้สปริงของก้านนั้นยืดออกตลอดเวลาที่กางทำให้อายุการใช้งานสั้นลง ซึ่งชุดของสปริงปัดน้ำฝนนั้นมีมอเตอร์อยู่ด้วยราคาแพงกว่ายางปัดน้ำฝนมาก  ถ้าเสียขึ้นมาอาจต้องเปลี่ยนยกชุด

     2. ข้ามแยกต้องเปิดไฟฉุกเฉินในกรณีที่แยกนั้นไม่มีไฟแดง ...  การข้ามแยกถ้าเปิดไฟฉุกเฉินนั้นอันตรายมากทีเดียว ลองคิดดูนะครับ เช่น ถ้าคุณเปิดไฟฉุกเฉินแล้วรถฝั่งซ้ายของคุณคิดว่าคุณเลี้ยวซ้ายแล้วขับตรงออกมา จะเกิดอะไรขึ้น.
ไฟฉุกเฉินนั้นใช้สำหรับรถที่จอดเสียอยู่เท่านั้นเพื่อบอกให้รถคันหลังรู้ว่ามีรถเสียอยู่ให้ขับผ่านไปได้ทั้ง่ายและขวาเลย หรือเป็นสัญญาณที่บอกว่ารถเราเสียรอความช่วยเหลืออยู่ก็ได้ ครับ

     3.เปิดไฟฉุกเฉินเมื่อฝนตกหรือหมอกลงจัด ... เช่นเดียวกับข้อ 2 เมื่อฝนตกหรือหมอกลงจัดห้ามเปิดไฟฉุกเฉิน ให้เปิดไฟหน้าและเว้นระยะห่างระหว่างคันเรากับคันข้างหน้าพอสมควร (ต้องเผื่อกรณีเบรคกระทันหันด้วย)

     4. เมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ให้ออกรถได้เลย ... เมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วให้รอให้เครื่องร้อนสักแป๊บหนึ่ง เพราะว่าเมื่อสตาร์ทเครื่องในสภาวะที่เครื่องยังเย็นตัวอยู่ มีผลให้ ไอของเชื้อเพลิงจะที่มีความเข้มข้นสูงไปเกาะที่กระบอกสูบ และละลายปนไปกับน้ำมันเครื่องทำให้การหล่อลื่นระหว่างแหวนกับกระบอกสูบไม่เพียงพอทำให้เกิดการสึกหรอขึ้นในเครื่องยนต์

     5. ควรใช้ผ้าคลุมรถไว้ตลอดเวลาหรือเพื่อป้องกันฝุ่น ... การใช้ผ้าคลุมรถไว้ตลอดเวลานั้นมีข้อเสียมากกว่าข้อดี เช่น กรณีที่ มีฝุ่นหรือเมื่อขับรถมาจอดแล้วมีฝุ่นติดรถอยู่ เมื่อทำการคลุมรถ ก็จะคลุมฝุ่นรถเข้าไปด้วยทำให้เวลามีลมพัดหรือเปิดผ้าคลุมรถ จะทำให้เม็ดฝุ่นพวกนั้น(อาจเป็นก้อนกรวดก้อนทราย) เสียดสีไปกับรถ ทำให้เป็นรอยได้ง่ายๆ เลยทีเดียว เราควรจะคลุมรถเมื่อจำเป็นเท่านั้น เช่น หลังจากล้างรถเสร็จแล้ว หรือ เมื่อไม่ได้ใช้รถเป็นเวลานานๆ ก็ควรคลุมไว้

      6. หลังจากกลับมาจากขับรถทางไกลแล้วดับเครื่องขึ้นบ้านนอนได้เลย ... หลังจากกลับมาระยะทางไกลๆ ควร รอสักครู่หนึ่งก่อนที่จะดับเครื่อง และพอดับเครื่องแล้วให้เปิดฝากระโปรงหน้า เพื่อช่วยระบายความร้อนของเครื่องยนต์และสายไฟ ซึ่งจะช่วยให้สายไฟและเครื่องยนต์ต่างๆ มีอายุการใช้งานนานขึ้นด้วย

      7. หลังจากปะยางรถมาแล้วก็ขับขี่รถได้เลยไม่ต้องทำอะไรอีก ... หลังจากปะยางรถมาแล้วต้องทำการถ่วงล้อที่ศูนย์บริการถ่วงล้อทุกครั้ง เพราะไม่งั้นถ้าขับรถที่ความเร็วสูงรถจะสั่นเนื่องจากล้อไม่สมดุลกัน

      8. หลังจากชนกันก็ให้ช่างซ่อมแค่นั้นนี่ ... ควรตรวจสอบการเก็บงานของช่างรวมทั้งเช็คศูนย์ของรถด้วย เพราะรถโดนชนศูนย์อาจเสียได้

      9. ใช้ไฟตัดหมอกสิดีเห็นชัดดี ... ไฟตัดหมอกจริงๆแล้วก็คือสปอตไลท์ย่อส่วนดีๆ นั่นเอง ไฟตัดหมอกควรใช้เมื่อวิสัยทัศแย่จริงๆ เท่านั้น เช่น ตอนฝนตกหนักมากๆ หรือตอนหน้าหนาวหมอกลงจัด ก็ควรใช้ เพราะช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์ในการขับขี่ ไฟตัดหมอกนั้นมีความสว่างที่สูงมากอาจแยงตาทำให้เกิดอันตรายกับผู้ขับขี่ท่านอื่น ได้ และใช้ไฟตัดหมอกโดยที่ไม่มีเหตุอันควร ถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นอาจมีโทษให้โดนปรับ 500 บาท ได้นะครับ